วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ ๗ บ้านตึกขาว

บ้านตึกขาว หมายถึง บ้านของพระจีนคณานุรักษ์(จูล้าย)
ปัจจุบันคือบ้านเลขที่ ๒๙ ถนนอาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี


หลายเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงของวงศ์ตระกูลไม่ได้ถูกถ่ายทอดสู่ลูกหลาน
หรืออาจจะถูกถ่ายทอดแบบบิดเบือนความจริง
ทำให้คนรุ่นหลังไม่รู้ความจริง หรือรู้แบบผิดๆ
ปัจจุบันผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือรับรู้ข้อเท็จจริง เหลือน้อยลงไปทุกที 
และในที่สุดอาจจะไม่เหลือใครที่รู้ข้อเท็จจริงนี้อีกเลย 
ในฐานะที่เป็นผู้ที่สนใจเรื่องราวทุกอย่างของตระกูล ไม่ว่าเชิงลบหรือเชิงบวก 
และครั้งหนึ่งเกือบจะได้เป็นผู้ครอบครองบ้านเลขที่ ๒๙ ถนนอาเนาะรู 
คิดว่าน่าจะทำบันทึกเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ้าน ๒ หลังนี้ให้เป็นที่รับทราบกันทั่วไปในวงตระกูล
อย่างไรก็ดีการเขียนบันทึกเปิดเผยข้อเท็จจริงครั้งนี้
อาจจะไปกระทบกับญาติผู้ใหญ่หลายๆท่านทั้งด้านบวกและด้านลบ 
ก็ต้องกราบขออภัยต่อดวงวิญญาณของท่าน 
ตลอดจนลูกหลานสายตรงของท่านเหล่านั้น 
อย่าได้คิดว่าเป็นการลบหลู่ ดูถูก 
เพราะผมถือว่าทุกคนที่ได้รับยีนส์ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
แม้เพียงยีนส์เดียวก็เป็นเครือญาติร่วมตระกูลกับผม แต่ข้อเท็จจริง ก็ต้องเป็นข้อเท็จจริง



บ้านตึกขาวในปัจจุบัน
คราวนี้มาว่ากันถึงบ้านเลขที่ ๒๙ ถนนอาเนาะรู หรือ บ้านตึกขาว 
ซึ่งอยู่ติดกันกับบ้านกงสี บ้านหลังนี้เป็นบ้านของพระจีนคณานุรักษ์ 
ปกติพระจีนคณานุรักษ์ท่านจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เหมืองถ้ำทะลุ จังหวัดยะลา 
บ้านหลังนี้จึงเป็นที่อาศัยของนางยาง ภรรยาของท่าน และตกทอดไปถึงบุตรสาวคือทวดกุ้ยกี 
ต่อมาทวดกุ้ยกีได้ขายบ้านตึกขาวให้นางยี่เหนี่ยว ภรรยาคนที่ ๓ ของพระจีนคณานุรักษ์ 
และปู่อนันต์ คณานุรักษ์ได้ซื้อต่อจากนางยี่เหนี่ยวเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖ ในราคา ๒,๒๐๐ บาท

ปู่อนันต์เล่าว่ามีความผูกพันกับบ้านตึกขาวเพราะปู่เกิดที่บ้านหลังนี้ เนื่องจากตอนที่คุณทวดอิ่มแม่ของปู่ตั้งครรภ์ คุณทวดขุนจำเริญภักดีพ่อของปู่ต้องเดินทางไปติดต่อราชการที่กรุงเทพฯ จึงพาคุณทวดอิ่มไปฝากไว้กับคุณทวดยาง ปู่จึงคลอดที่บ้านหลังนี้


เมื่อซื้อบ้านหลังนี้ปู่อนันต์ได้ทำการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน จากที่เป็นบ้านทรงจีน ๒ ชั้น 
ให้เป็นตึกแบบสมัยใหม่ทาสีขาว เลยเรียกกันว่าบ้านตึกขาว 

ระหว่างที่ทำการซ่อมแซมบ้านตึกขาว ครอบครัวปู่อนันต์ได้เช่าบ้านเลขที่ ๓๑ ถนนอาเนาะรูของย่าซุ่ยสิ้ม ปริชญากรอาศัย 

ในบั้นปลายของชีวิตปู่อนันต์ได้ยกบ้านตึกขาวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพี่ธีระพงศ์ คณานุรักษ์ บุตรลุงมานพ 
โดยขอไว้ว่าหากมีญาติพี่น้องที่เดือดร้อนมาขออาศัยอยู่ต้องให้ความช่วยเหลือ
หลังจากปู่อนันต์ถึงแก่กรรมผู้ที่อาศัยในบ้านตึกขาวมี ๓ ครอบครัวคือครอบครัวลุงสุนนท์, ครอบครัวอาเติมศักดิ์  และครอบครัวอาละมุล สาครินทร์ 
ต่อมาอาเติมศักดิ์ และอาละมุลได้ย้ายครอบครัวออกไปจากบ้านตึกขาว 
ประกอบกับมีการซื้อขายบ้านกงสี ครอบครัวลุงจำรูญจึงย้ายเข้ามาพักอาศัยในบ้านตึกขาว 
ต่อมาลุงสุนนท์ถึงแก่กรรม บ้านตึกขาวจึงมีแต่ครอบครัวลุงจำรูญพักอาศัยเรื่อยมา 
ต่อมาลุงจำรูญได้ถึงแก่กรรม บ้านตึกขาวจึงเหลือแต่ครอบครัวพี่ศักดา ลูกชายคนเล็กของลุงจำรูญอาศัยอยู่ 


บ้านตึกขาวทรุดโทรมลงมาก จนต้องรื้อเรือนไม้ด้านหลังทั้งหมดก่อนที่จะพังลงมา 
ก่อนหน้านี้เคยมีนายพร พรหมนุชาธิป มาขอซื้อบ้านตึกขาวจากพี่ธีระพงศ์ 
แต่พี่ธีระพงศ์ไม่ขายให้ เพราะเป็นคนนอกวงตระกูล 
ผมเคยติดต่อขอซื้อบ้านตึกขาว แต่ติดปัญหาบางประการเลยไม่ได้ตกลงซื้อ 
ต่อมาพี่ธีระพงศ์ได้ขายบ้านตึกขาวให้พี่ขวัญตา ปริชญากร ซึ่งเป็นพี่สาว 
เพราะพี่ธีระพงศ์ไม่มีบุตรธิดา และพี่ธนิต ปริชญากรสามีพี่ขวัญตาก็เป็นเครือญาติของตระกูลคณานุรักษ์ 
มีย่าเป็นคณานุรักษ์คือย่าซุ่ยสิ้ม ปริชญากร ไม่ถือว่าตกไปอยู่ในมือคนนอกตระกูล
พี่ขวัญตาจึงได้ทำการบูรณะบ้านตึกขาวให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน



บ้านตึกขาวในอดีต

บรรยากาศภายในชั้นบนบ้านเมื่อครั้งอดีต

เรื่องที่ ๖ บ้านกงสี

ช่วงนี้กำลังบ้ายอ
มีคนบอกว่าเล่าเรื่องตระกูลได้สนุกดี
ประกอบกับรู้ตัวดีว่าฮาร์ดดิสก์ระหว่างหู ๒ ข้างกำลังใกล้หมดอายุ
ข้อมูลบางอย่างเรียกแล้วเรียกอีก search แล้ว search อีก ดันหาไม่เจอ
ไม่รู้มันไปหมกอยู่ใน cluster ไหนของ cell สมอง
พอนึกอะไรได้ต้องรีบเขียน ก่อนมันจะหายไปแบบกู้ไม่ได้ เจ๊งแล้วเจ๊งเลย
วันนี้จะขอเล่าถึงเรื่องของบ้านกงสี และบ้านตึกขาว
เคยเขียนไว้เมื่อไม่นานมานี้ แต่พาดพิงถึงบางคนที่อาจจะเกิดความขุ่นข้องหมองใจ
วันนี้เลยเอากลับมานั่งปรับปรุงเป็น revised edition
เพื่อสนองนโยบายสมานฉันท์เพื่อวงศ์ตระกูล
แต่ก็ยังมีบางส่วนที่มิอาจตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล
ความจริงย่อมเป็นความจริง ก็ต้องขออภัยผู้ที่ถูกพาดพิงทุกท่าน


บ้านกงสี

ขอพูดเป็นเรื่องๆไป เรื่องแรกก็บ้านเลขที่ ๒๗ ถนนอาเนาะรู หรือที่เรารู้จักกันในนาม “บ้านกงสี” 
บ้านหลังนี้เป็นบ้านของหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ปุ่ย แซ่ตัน) ต้นตระกูลของพวกเรา 
มีข้อมูลเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีบริเวณนี้เคยเป็นสุสานร้าง หลวงสำเร็จกิจกรจางวางได้ทำพิธีรื้อสุสานออก 
แล้วสร้างเป็นบ้านพัก 
หลังจากที่ท่านถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๑ ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ที่พักอาศัยในบ้านหลังนี้ 
เพราะก่อนหน้านั้นบรรดาลูกๆของท่านต่างก็มีบ้านเป็นของตนเองอยู่ในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด 
ต่อมาผู้ที่พักอาศัยในบ้านหลังนี้เป็นชั้นหลาน คือทวดขุนพจน์สารบาญ (บั่นลก) 
และทวดกุ้ยกี คณานุรักษ์ บุตรและธิดาของพระจีนคณานุรักษ์ (จูล้าย)
ลักษณะของบ้านเป็นบ้านทรงจีนชั้นเดียว แบ่งเป็น ๓ ห้อง
คือโถงกลาง และห้องด้านซ้ายขวาด้านละห้อง 
ในสมัยนั้นที่โถงกลางบ้านกงสีเป็นแท่นบูชาประดิษฐานองค์พระกุนเต้กุน หรือกวนอู
และองค์พระต่างๆของพระจีนคณานุรักษ์ ซึ่งขุนพจน์สารบาญนำกลับมาจากกงสีของพระจีนคณานุรักษ์ที่เหมืองถ้ำทะลุ 
และมีถ้ำเก็บป้ายบูชาชื่อหลวงสำเร็จกิจกรจางวางและนางซ่วนเหนี่ยว แซ่โก๊ย 
เมื่อหันหน้าเขาตัวบ้านห้องด้านขวาเป็นห้องพักของทวดขุนพจน์สารบาญ 
ส่วนห้องด้านซ้ายเป็นห้องพักของทวดกุ้ยกี ซึ่งบวชเป็นชี
หลังจากที่ทวดขุนพจน์สารบาญถึงแก่กรรมได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่โถงกลางบ้านกงสี 
จึงมีการย้ายแท่นบูชาเทพเจ้าต่างๆไปไว้ที่บ้านเลขที่ ๓ ถนนอาเนาะรู ซึ่งเป็นบ้านเดิมของนางเม่งจู โกวิทยา 
และป็นมรดกตกทอดถึงป้าสุนันทา(ซิ่วกี่) คณานุรักษ์ 
ช่างที่ทำการย้ายคือลุงพินิจ(ตงเอี่ยง) โกวิทยา หลานชายหลวงวิชิตศุลกากร(จูอิ้น) 
ส่วนบ้านกงสีเมื่อสิ้นทวดขุนพจน์สารบาญ ยังคงมีทวดกุ้ยกี พักอาศัยอยู่ 
และบ้านกงสีเป็นมรดกตกทอดจากทวดขุนพจน์สารบาญไปยังปู่ขุนอนุพันธุ์ภักดี(ฮกกุ่ย) บุตรชาย 
เนื่องจากมีห้องว่างปู่อนันต์ จึงได้ขอให้ลุงจำรูญ บุตรชายคนที่ ๓ และครอบครัวเข้าไปอาศัยในบ้านกงสี 
จนกระทั่งเมื่อปู่ขุนอนุพันธุ์ภักดีถึงแก่กรรมลง ผู้ที่รับมรดกสืบทอดต่อมาคือน้าวิชิต คณานุรักษ์ บุตรชาย 
บ้านกงสียังคงเป็นที่พักอาศัยของทวดกุ้ยกี และครอบครัวลุงจำรูญ
จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๑๒ ทวดกุ้ยกี ถึงแก่กรรม จึงเหลือแต่ครอบครัวของลุงจำรูญ พักอาศัยในบ้านกงสี
ต่อมาน้าวิชิต ได้ประกาศขายบ้านกงสี มีผู้ที่ต้องการซื้อคือนายวันชัย พนักงานธนาคารนครหลวง สาขาปัตตานี 
บรรดาเครือญาติจึงหารือกัน เพื่อไม่ให้บ้านกงสีตกไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกตระกูล 
มีการขอร้องให้ลุงมานพ คณานุรักษ์ ซื้อบ้านกงสี แต่ด้วยเหตุผลบางประการลุงมานพตัดสินใจไม่ซื้อบ้านกงสี 
มีญาติอีกคนที่ต้องการซื้อคือ พี่ศรีวิไล ปริชญากร 
แต่ในที่สุดผู้ที่ซื้อบ้านกงสีจากน้าวิชิต คืออาสมพร วัฒนายากร ซึ่งเครือญาติทุกคนเห็นดีเห็นงาม 
เพราะมีแม่และภรรยานามสกุลคณานุรักษ์ 
เมื่ออาสมพรซื้อบ้านกงสีแล้วได้ขอให้ครอบครัวลุงจำรูญย้ายออกจากบ้านกงสี 
และต่อมาได้ให้นายโต้ย พนักงานดับเพลิงมาอาศัยอยู่เพื่อเฝ้าบ้าน จนนายโต้ยถึงแก่กรรม 
ผู้ที่เข้ามาอาศัยต่อคือนางฉาย ขจรวงศ์ 
ต่อมาอาสมพรได้ทำการซ่อมแซมบ้านกงสี แล้วปิดไว้ไม่มีผู้พักอาศัย
เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม พระกุนเต้กุน และพระใช้เซ่งเอี่ย และถ้ำเก็บป้ายบูชาบรรพบุรุษ 


พระต่างๆและป้ายบูชาบรรพบุรุษ


ต่อมาหลังจากที่คนรุ่นผมได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาคมทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ปัตตานี
เราจึงขออนุญาตได้ทำการตบแต่งบ้านกงสีเป็นที่รวบรวมภาพถ่ายของบรรพบุรุษ
เป็นที่พบปะของญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง ทุกวันหยุด
และผมกับพี่ป้อง พันธุ์ฤทธิ์ วัฒนายากรได้ขออนุญาตอัญเชิญพระทั้ง ๓ องค์เข้าร่วมขบวนแห่พระของศาลเจ้าเล่งจูเกียงทุกปี 

เป็นอันจบเรื่องราวของบ้านกงสี

พระกุนเต้กุนหรือพระกวนอู และพระไช้เซ่งเอี่ยหรือพระโชคลาภ ประทับเกี้ยวรอออกแห่

เจ้าแม่กวนอิมบ้านกงสีประทับเกี้ยว

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ ๕ ย่ากี

วันนี้เกิดคิดถึงบรรพบุรุษท่านหนึ่งขึ้นมา

ตอนผมเด็กๆ อายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ อาศัยอยู่ที่บ้านตึกขาว ๒๙ อาเนาะรู ของปู่อนันต์
ติดกันเป็นบ้านกงสี ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของครอบครัวลุงจำรูญ พี่ชายคนที่ ๓ ของพ่อ
ที่บ้านกงสีมีแม่ชีอายุมากอาศัยอยู่ด้วยอีก ๑ คน
เมื่อเดินเข้าบ้านกงสีท่านจะอาศัยอยู่ที่ห้องทางด้านซ้าย ภายในห้องค่อนข้างมืดทึบ
ผมเรียกแม่ชีท่านนี้ว่า ย่ากี ตามพ่อ อันที่จริงผมต้องเรียกท่านว่า ทวดกี จึงจะถูก เพราะท่านเป็นอาของปู่อนันต์

ย่ากี หรือ กุ้ยกี คณานุรักษ์ เป็นลูกสาวของพระจีนคณานุรักษ์ และนางยาง ณ สงขลา
เกิดวันจันทร์ เดือน ๙ ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ.๒๔๒๖
ประวัติของท่านถูกเล่าต่อมายังชั้นเหลนอย่างผม ซึ่งตอนเด็กๆผมฟังแล้วรู้สึกเศร้ามาก
ย่ากี เคยเป็นภรรยาของ พระยาประวัติสุจริตวงศ์ (คอยู่ตี่ ณ ระนอง) อดีตเจ้าเมืองไชยา และเมืองสุราษฎร์ธานี
ย่ากีกับเจ้าคุณประวัติฯมีลูกชายด้วยกัน ๑ คน ชื่อ ตอม ณ ระนอง
ลูกชายคนเดียวของท่าน นายตอม เมื่อโตขึ้นเจ้าคุณประวัติฯ ได้ส่งไปศึกษาวิชากฎหมายจากประเทศอังกฤษ
หลังจากจบการศึกษาเดินทางกลับมาเมืองไทยได้ไม่นานก็ป่วย จนเสียชีวิต ลือกันว่าถูกวางยาพิษ
ย่ากีเสียใจมาก
ย่ากีเป็นคนที่รักสัตว์มาก ท่านเลี้ยงสัตว์มากมาย ว่ากันว่าท่านมีสุนัขนอนบนเตียงเดียวกับท่านทุกคืน
วันหนึ่งสุนัขที่ท่านเลี้ยงไปกัดเจ้าคุณประวัติฯ ผู้เป็นสามี เจ้าคุณประวัติฯได้ยิงสุนัขตัวนั้นตาย
ย่ากีโกรธสามีมาก จนหอบผ้าหอบผ่อนกลับไปยังบ้านเกิดที่ปัตตานี และขอหย่ากับสามี ในบั้นปลายย่าจึงได้โกนหัวนุ่งขาวห่มขาวเป็นแม่ชี

พระยาประวัติสุจริตวงศ์ (คอยู่ตี่ ณ ระนอง)

ย่ากีและลูกชาย รูปภาพที่ผมเห็นและจำติดตามาตั้งแต่เด็ก

ด.ช.ตอม ณ ระนอง คนด้านซ้าย

ตอม ณ ระนอง



ใน ชั้นเหลน จะมีคนที่ย่ากีรักและเอ็นดูอยู่ ๒-๓ คน ลูกลุงรูญ ๒ คน คือพี่แป๊ด ปนัดดา จะถูกเรียกว่า อีขี้ตา ส่วนพี่ศักดิ์ ศักดา จะถูกเรียกว่า ไอ้ขุนช้าง
ส่วนผมจะเป็นเหลนที่เรียบร้อยไม่ซน จะได้รางวัลเป็นกล้วยน้ำว้าทุกวัน
ในห้องที่มืดทึมของย่ากี จะมีแคร่ที่ท่านนอน ที่แคร่นี้จะมีชะนีถูกล่ามโซ่เล็กๆไว้ ๑ ตัว ชื่อ ไอ้แง้ว
เป็นชะนีตัวโปรดของย่ากี ที่ท่านจะมีกล้วยน้ำว้าไว้เป็นอาหารมัน
รางวัลที่ผมได้จากการไปประจบย่ากีคือกล้วยน้ำว้าของไอ้แง้วนั่นแหละ เรียกว่าผมกับไอ้แง้วกินกล้วยหวีเดียวกันมาตลอด
เวลาผมไปหาย่ากี ผมจะบีบนวดท่าน แล้วชอบถามท่านว่ารูปถ่ายเด็กที่แขวนตรงหัวนอนท่านเป็นใคร
ย่ากีจะตอบเป็นภาษาใต้ว่า "ลูกกู" ผมไปทีไรก็จะชอบดูรูปนี้ จนจำติดตา
กิจวัตรประจำวันของย่ากีคือออกไปตามบ้านญาติ เพื่อบอกบุญขอเงินไปร่วมกันทำบุญ
จะกลับมาบ้านก็ตอนบ่ายๆ เย็นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่เหลนอย่างผมจะเข้าไปคุยด้วย
มีอีกเรื่องที่ผมจำไม่ลืมคือ มีคนเล่าให้ฟังว่า ย่ากีไปนั่งฉี่ในตรอกข้างบ้าน แล้วมีงูเห่าจะมากัดท่าน
แต่หมาที่ท่านเลี้ยงไว้ เข้าไปกัดกับงูจนตายไปด้วยกันทั้งคู่
เวลาย่ากีไปฉี่ที่ตรอกระหว่างบ้านกงสี กับสวนอาสมพร ผมจึงชอบไปยืนแอบดูย่ากีฉี่ ฮิๆๆ
ผมมีเวลาคลุกคลีกับย่ากีได้เพียง ๓-๔ ปี ท่านก็จากโลกนี้ไป
ท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมตามแม่ขึ้นไปเที่ยวกรุงเทพฯ
ผมเลยไม่มีโอกาสได้จดจำอะไรเกี่ยวกับงานศพท่านเลย น่าเสียดายมาก

แต่ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงย่ากีเสมอ
สิ่งที่ผมได้รับจากย่ากี คือ ทุกวันนี้เวลาผมนอน ผมก็มีน้องนิน หมาพุดเดิ้ล นอนอยู่ข้างๆทุกคืนเหมือนกัน

แม่ชีกุ้ยกี คณานุรักษ์

ภาพสุดท้ายของย่ากีในงานพระราชทานเพลิงศพขุนเจริญวรเวชช์ เดือนมกราคม ๒๕๑๓

เรื่องที่ ๔ เรื่องของย่า

วันนี้เป็นวันหยุด นั่งว่างๆ หยิบโน่นจับนี่ขึ้นมาดู
เจอเศษกระดาษแผ่นนี้
เป็นกระดาษที่หลุดมาจากอัลบั้มเก่าของปู่
อัลบั้มนี้เป็นที่เก็บรูปงานศพของย่าไว้

ผมนั่งอ่านข้อความที่ปู่เขียนบันทึกไว้
แล้วคิดว่าผมรู้เรื่องของย่าน้อยมาก
จึงไปนั่งค้นสิ่งที่มีอยู่ในความครอบครองมาทบทวน
แล้วเขียนมาเล่าสู่กันฟัง



ย่าผมชื่อเสริมสุข คณานุรักษ์ ชื่อเดิมของย่าคือ ซุ่นขิ้ม วัฒนายากร
ย่าตายตั้งแต่ผมอายุ ๕ ปี ความทรงจำของผมเกี่ยวกับย่าจึงมีไม่มาก
แต่ยังจำเสียงเรียกของย่าติดหู ย่าจะเรียกผมว่า ลูกปาน
ผมมานั่งคิดทบทวน ผมรู้ประวัติของย่าน้อยมาก
เพราะย่าเป็นลูกผู้หญิง จึงไม่มีบันทึกเรื่องราวของย่าเลย
ผมมีแต่บันทึกของปู่นิดเดียวว่าย่าเกิดวันอังคาร เดือน ๑๐ ปีชวด
ผมเปิดปฏิทิน ๑๐๐ ปี ย้อนกลับไป ปีชวดที่น่าจะเป็นปีเกิดของย่าคือ พ.ศ.๒๔๔๓
วันอังคาร เดือน ๑๐ ไม่ระบุข้างขึ้นข้างแรม จะมี ๔ วันด้วยกันคือ
วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๔๔๓ และวันที่ ๔, ๑๑ และ ๑๘ กันยายน ๒๔๔๓
ตกลงว่าไม่รู้ว่าย่าเกิดวันใดใน ๔ วันนี้

ย่าตอนสาวๆ อายุ ๑๙ ปี ถ่ายคู่กับพี่สะใภ้คือย่าสร้อยทอง วัฒนายากร ซึ่งมีอายุ ๒๒ ปี

ย่าเป็นลูกของทวดซิมฉุ้นฮวด วัฒนายากร และทวดตันเป้าเลี่ยง(คณานุรักษ์)
ย่ามีพี่ชาย ๑ คนคือขุนธำรงพันธุ์ภักดี(ซุ่นจ่าย)
น้องชายถัดจากย่าชื่อนายซุ่นหลิ่ม วัฒนายากร
จากนั้นเป็นน้องสาวเรียงกันไปคือ
น.ส.ซุ่นหยอก วัฒนายากร(ถึงแก่กรรมตั้งแต่เด็ก)
นางอวยพร(ซุ่นเอ็ก) สูยะโพธิ
นางดวงเดือน(ซุ่นโอ๊ย) คณานุรักษ์
นางเปรมจิตร(ซุ่นเอ้ง) จงรักษ์

นางตันเป้าเลี่ยง - นายซิมฉุ้นฮวด วัฒนายากร

ขุนธำรงพันธุ์ภักดี (ซุ่นจ่าย วัฒนายากร)

นายซุ่นหลิ่ม วัฒนายากร

สี่พี่น้อง "วัฒนายากร"แถวนั่งจากซ้าย อวยพร, เสริมสุข
แถวยืนจากซ้าย ดวงเดือน, เปรมจิตร

ไม่มีใครเคยเล่าว่าชีวิตวัยเด็กของย่าเป็นอย่างไรบ้าง
ปู่บันทึกว่าวันหนึ่งฝันเห็นงูใหญ่ตัวหนึ่ง
ทวดขุนจำเริญภักดี(บั่นฮก) เลยถามว่าแอบไปชอบสาวที่ไหนบ้าง
ปู่ตอบไปว่าแอบชอบซุ่นขิ้ม ลูกสาวเกาเป้า
ทวดขุนจำเริญภักดี จึงให้ทวดขุนพจน์สารบาญ(บั่นลก)ทำหน้าที่เถ้าแก่
ไปเจรจากับทวดเป้าเพื่อขอย่าให้กับปู่
ปู่เขียนไว้ว่าแต่งงานเมื่อตอนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
ปู่เกิด พ.ศ.๒๔๓๙ แสดงว่าแต่งงาน พ.ศ.๒๔๕๙

แต่มาสะกิดใจตรงวันเกิดของลุงมานพ คณานุรักษ์ ซึ่งเป็นลูกคนโตของปู่กับย่า
ลุงนพเกิดวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง ตรงกับ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๕๙
คงจะเป็นการบันทึกผิดพลาดของปู่ ทำให้หายไป ๑ ปี
ที่แน่ๆ ตอนที่ย่าคลอดลุงนพ ย่าเพิ่งจะมีอายุ ๑๖ ปีเอง นับว่ายังมีอายุน้อยมาก

สมุดบันทึกวันเดือนปีเกิดลูกของปู่

จากเศษกระดาษ ๑ แผ่นทำให้ผมต้องนั่งหาคำตอบหลายชั่วโมงเลย
ใครช่วยผมหาข้อมูลของย่าเพิ่มเติมให้ผมหน่อยสิ

ปู่ย่ากับลูกๆแถวหลังจากซ้าย มานพ, อนันต์
แถวหน้าจากซ้าย สุนนท์, สมบูรณ์, เติมศักดิ์, ละมุล, เสริมสุข, ประเวศ, ละออง, จำรูญ
หมายเหตุ ลุงสมบูรณ์เป็นหลานลูกน้องชายปู่กับน้องสาวย่าที่ปู่ย่านำมาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก

ย่าอุ้มผมตอนอายุ ๔ เดือน

ผมเยี่ยมย่าซึ่งนอนป่วยก่อนถึงแก่กรรมไม่นาน


เรื่องที่ ๓ ที่มาของนามสกุล คณานุรักษ์

วันนี้จะขอเล่าเรื่องของนามสกุล
เพราะมีผู้ที่สงสัยกันมากว่านามสกุลที่ใช้มีที่มาจากไหน
บางคนก็พูดในทำนองว่าใช้ ตันธนวัฒน์ ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทานก็ดีอยู่แล้ว
มาเปลี่ยนไปใช้ คณานุรักษ์ ทำไม

ก็ต้องเล่าเท้าความกันเล็กน้อย
จากบันทึกของคุณปู่อนันต์ คณานุรักษ์
บอกว่าเดิมคุณพระจีนคณานุรักษ์จดทะเบียนใช้นามสกุลว่า บุยพัฒน์
เป็นนามสกุลที่เจ้าเมืองยะลาตั้งให้ 
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเจ้าเมืองยะลาท่านนั้นเป็นใคร
แต่เมื่อดูข้อมูลว่ามีการประกาศ พระราชบัญญัติขนานนามสกุล ปี พ.ศ.๒๔๕๖
ตอนนั้นเมืองยะลามีข้าหลวงประจำจังหวัดคือ พระพิพิธภักดี(เพิ่ม เตชะคุปต์)
สำหรับนามสกุล บุยพัฒน์ นี้ผมถามคนเก่าๆ ไม่มีใครจำได้เลย
แม้กระทั่ง โป่หนู เป็กแฉ้ กุลโชติ น้องสาวปู่อนันต์ที่จดจำอะไรหลายอย่าง ก็บอกว่าจำไม่ได้

ต่อมาคุณพระจีนคณานุรักษ์ได้เปลี่ยนนามสกุลจาก บุยพัฒน์ เป็น ตันธนวัฒน์
ซึ่งไม่ได้เล่าว่าที่มาของนามสกุล ตันธนวัฒน์ มาจากไหน
แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงเลยว่า เป็นนามสกุลพระราชทาน
และจากการค้นคว้าในทำเนียบนามสกุลพระราชทานของ รัชกาลที่ ๖
ตลอดจนทำเนียบนามสกุลที่ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาก็ไม่เจอ ตันธนวัฒน์
ผมมีเพื่อนสนิทเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
ได้วานให้ช่วยค้นจากฐานข้อมูลการขอนามสกุล
ปรากฏว่าในฐานข้อมูลปัจจุบัน ไม่ได้บอกที่มาหรือวันที่ขอจดทะเบียนนามสกุล ตันธนวัฒน์ 
เพราะเป็นข้อมูลเก่ากว่าที่ทางกองทะเบียน กรมการปกครอง รวบรวมไว้ในฐานข้อมูล
เลยไม่มีข้อมูลของ ตันธนวัฒน์ เลย น่าเสียดายมาก

จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๘๓ ซึ่งเป็นสมัยรัฐนิยมของจอมพล ป.พิบูลสงคราม
มีการเรียกร้องให้มีความเป็นชาตินิยม ชื่อ และนามสกุล ต้องไม่บอกถึงความเป็นชนชาติอื่น
คุณปู่อนันต์ เป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองปัตตานี จึงต้องเปลี่ยนนามสกุล
เพราะ ตันธนวัฒน์ มีคำว่า ตัน ซึ่งบ่งบอกความเป็นจีน
จึงขอจดทะเบียนนามสกุลใหม่ว่า คณานุรักษ์
โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๓
มีหลวงคีรีรัฐพิศาล ปลัดจังหวัดปัตตานี เป็นผู้ลงนามในทะเบียน

ซึ่งการเอาราชทินนามของคุณพระจีนคณานุรักษ์มาเป็นนามสกุลนี้
ก็เป็นการดำเนินการก่อนจะมี พระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ.๒๔๘๔
ซึ่งกำหนดว่าบุคคลที่ประสงค์จะเอาราชทินนามของตนเป็นนนามสกุล
ต้องยื่นเรื่องราวต่อรัฐมนตรี เพื่อขอพระบรมราชานุญาตก่อน

ดังนั้น จากข้อมูลจากหลายแหล่งที่ผมได้ค้นคว้ามาตลอดชีวิต
ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่แสดงว่า ตันธนวัฒน์ เป็นนามสกุลพระราชทานเลย

สำหรับผู้ที่ยังคงใช้นามสกุล ตันธนวัฒน์ ในปัจจุบัน
นอกจากเป็นทายาทของขุนจำเริญภักดี และขุนพจน์สารบาญ บางสาย
ยังมีคนนอกที่มาขอใช้ ซึ่งจะพบได้ที่ อ.ยะหา จ.ยะลา
ซึ่งผู้ที่มาขอใช้นามสกุล ตันธนวัฒน์ เป็นคนจีนที่เป็นคนเก่าแก่ที่เหมืองถ้ำทะลุ

ส่วนนามสกุล คณานุรักษ์ นอกจากลูกหลานที่เป็นทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง
พบว่ามีคนที่จดนามสกุลซ้อนกัน โดยมีพื้นเพอยู่ในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี
โดยที่ไม่ได้มีความเกี่ยวดองเป็นญาติกับเราแต่อย่างใด



เรื่องที่ ๒ กว่าจะมาเป็นตระกูลของเรา

ประวัติของบรรพบุรุษของเราเป็นเรื่องที่ต้องเล่าต่อไปสู่ลูกหลานทุกรุ่นทุกคน
ขอสรุปเป็นเรื่องย่อๆ เป็นสังเขปสำหรับการเล่าให้ฟังแบบน้ำจิ้ม ชวนให้ไปหาเรื่องเต็มๆอ่านต่อ

ต้นตระกูลของเราเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ชื่อ ปุ่ย แซ่ตัน หรือเรียกแบบจีนว่า ตันปุ่ย
ตันปุ่ยเกิดประมาณปี พ.ศ.๒๓๔๙ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ตันปุ่ยอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอนเข้าสู่เมืองสยามในสมัยรัชกาลที่ ๓
เรือสำเภาที่โดยสารเข้ามาเข้าฝั่งที่เมืองสงขลา ตันปุ่ยจึงปักรกรากที่เมืองสงขลา ซึ่งมีเจ้าเมืองเป็นเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนเช่นกัน
ตันปุ่ยประกอบอาชีพพ่อค้าขายหมูที่เมืองสงขลา จนกระทั่งเกิดขบถเมืองตานีเมืองไทรบุรี
จากการที่มีวิชาด้านการต่อสู้ติดตัวมาจากเมืองจีน ตันปุ่ยจึงอาสาเจ้าเมืองสงขลาออกรบปราบขบถ จนได้รับความดีความชอบ
ตันปุ่ยได้รับแต่งตั้งให้เป็นหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง ย้ายไปอยู่เมืองตานีทำหน้าที่หัวหน้าชาวจีนและเก็บภาษีเมืองตานีส่งเจ้าเมืองสงขลา
ตันปุ่ยได้เลือกที่ดินแปลงหนึ่งในย่านตลาดจีนหรือกะดาจีนอสร้างเป็นบ้านพัก แบบบ้านจีนชั้นเดียว ที่เราเรียกกันว่า บ้านกงสี คือบ้านเลขที่ ๒๗ ถนนอาเนาะรู ในปัจจุบันนี้


หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง มีภรรยา ๔ คน
คนแรกอยู่เมืองจีน ไม่มีลูก
คนที่ ๒ ชื่อ ซ่วนเหนี่ยว แซ่โก๊ย หรือ เจงซุ่น มีลูกสืบสกุล ๓ สาย คือสายนางเบ้งจู โกวิทยา สายหลวงสุนทรสิทธิโลหะ(จูเบ้ง) สายพระจีนคณานุรักษ์(จูล้าย)
คนที่ ๓ นางวุ่น แซ่ลิ้ม หรือ ตงซุ่น มีลูกสืบสกุล ๓ สาย คือสายนายจูเส้ง สายนางจูกี่ แซ่เล้า สายนางกี่จู กาญจนบุษย์
คนที่ ๔ นางเคียด แซ่ก่อ หรือ มู่ซุ่น มีลูกสืบสกุล ๑ สาย คือสายหลวงวิชิตศุลกากร(จูอิ้น)

ทายาทหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสหัวเมืองแหลมมลายู ในปี ร.ศ.๑๐๗ หรือ พ.ศ.๒๔๓๑
ในครั้งนั้นนายจูล้าย ซึ่งเป็นกัปตันจีนเมืองตานี และนางเบ้งจู ผู้เป็นพี่สาว ช่วยกันรับเสด็จที่บริเวณตลาดจีนหรือกะดาจีนอ
เป็นที่พอพระราชหฤทัยของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างมาก ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นายจูล้ายเป็น หลวงจีนคณานุรักษ์
ดังที่มีบันทึกในจดหมายเหตุ เสด็จประพาสแหลมมลายู ร.ศ.๑๐๗ 
และจดหมายเหตุ สมเด็จฯเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ


บ้านหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง หรือบ้านกงสี


หลวงสำเร็จกิจกรจางวาง (ตันปุ่ย)